การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคซิฟิลิส มีกี่วิธี? วิธีไหนแม่นยำที่สุด?
การตรวจติดตามหลังรักษาโรคซิฟิลิส
FAQ: รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับโรคซิฟิลิสที่คุณควรรู้
โรคซิฟิลิส (Syphilis) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการรับเชื้อแบคทีเรียทรงเกลียวสว่านที่มีชื่อว่า Treponema pallidum เข้าสู่ร่างกาย โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นภัยเงียบที่ปัจจุบันกลับมาแพร่ระบาดสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ อาการมักจะหายไปเองได้ และอาการของโรคจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลา ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อซิฟิลิส ทำให้เชื้อลุกลามไปทำลายอวัยวะภายในอย่างเงียบๆ ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น ความจำเสื่อม อัมพาต ตาบอด หรือหูหนวก หรือร้ายแรงที่สุดอาจเกิดหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง หรือลิ้นหัวใจรั่วเป็นเหตุทำให้เสียชีวิตได้
ซิฟิลิสระยะปฐมภูมิ (Primary Syphilis) เป็นระยะเริ่มต้นหลังจากได้รับเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum เข้าสู่ร่างกายประมาณ 10-90 วัน (เฉลี่ยที่ 3 สัปดาห์)
อาการเด่น: แผลริมแข็ง" (Chancre) เป็นแผลเดี่ยว ขอบนูนแข็ง ไม่เจ็บ ขึ้นตรงบริเวณที่สัมผัสเชื้อ เช่น อวัยวะเพศ อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือช่องปาก
แผลซิฟิลิสระยะแรกจะสามารถหายไปได้เองภายใน 3-6 สัปดาห์ โดยไม่ต้องรักษา ทำให้ผู้ป่วยคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้ว แต่จริงๆ เชื้อได้กระจายเข้าสู่กระแสเลือดเรียบร้อยแล้ว
ซิฟิลิสระยะที่ 2 หรือ ระยะทุติยภูมิ (Secondary Syphilis) เกิดขึ้นหลังจากที่แผลในระยะแรกหายไปแล้วประมาณ 2-12 สัปดาห์ เป็นช่วงที่เชื้อเริ่มกระจายไปทั่วร่างกาย
อาการเด่น: ผื่นซิฟิลิส มีลักษณะเป็นผื่นแดงหรือน้ำตาลแดง ขึ้นตามร่างกาย โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า (ผื่นมักไม่มีอาการคัน)
อาการร่วมอื่นๆ: ไข้ต่ำๆ, ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกาย, เจ็บคอ, ปวดเมื่อยตามข้อ และมีอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ (Moth-eaten alopecia) คล้ายโดนแมลงแทะ
อาการทั้งหมดในระยะนี้ก็สามารถหายไปได้เอง ทำให้โรคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะถัดไปโดยที่ผู้ติดเชื้อไม่ทราบ
ซิฟิลิสระยะแฝง (Latent Syphilis) เป็นช่วงที่ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการแสดงภายนอกเลย ร่างกายดูแข็งแรงเป็นปกติทุกอย่าง สามารถแบ่งออกได้เป็น
ระยะแฝงช่วงแรก (Early Latent): ติดเชื้อมาไม่เกิน 1 ปี (ยังมีโอกาสแพร่เชื้อได้)
ระยะแฝงช่วงท้าย (Late Latent): ติดเชื้อมานานกว่า 1 ปี (โอกาสแพร่เชื้อต่ำลง แต่เชื้อยังทำลายภายใน)
ระยะแฝงสามารถอยู่ยาวนานหลายปี ผู้ป่วยจะรู้ว่าตัวเองติดเชื้อได้จากการตรวจคัดกรองซิฟิลิสเท่านั้น
ซิฟิลิสระยะตติยภูมิ (Tertiary Syphilis) เป็นระยะที่อันตรายที่สุดและรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาและปล่อยให้โรคลุกลามมานานนับสิบปี เชื้อจะเข้าทำลายระบบอวัยวะภายในอย่างรุนแรง
หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อซิฟิลิส (Syphilis) เชื้อแบคทีเรียจะสามารถส่งผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 9-10 สัปดาห์เป็นต้นไป หรือสามารถติดผ่านการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งที่มีเชื้อระหว่างการคลอดธรรมชาติได้เช่นกัน ซึ่งทางการแพทย์จะเรียกว่า "โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด" (Congenital Syphilis)
แต่ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์สามารถรักษาให้หายขาดและป้องกันไม่ให้ติดสู่ลูกได้ โดยการรีบฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด เพื่อตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิสร่วมกับสามี เพราะหากติดเชื้อซิฟิลิสจะต้องรีบทำการรักษาก่อนจะมีการแพร่เชื้อซิฟิลิสไปสู้ทารกในครรภ์
การตรวจคัดกรองซิฟิลิส จะมีวิธีในการตรวจคัดกรองเชื้อซิฟิลิส คือ
1. การตรวจเลือดคัดกรองภูมิคุ้มกันทั่วไป (Non-Treponemal Test) ได้แก่ การตรวจ RPR (Rapid Plasma Reagin) จากเลือด เป็นการตรวจหาค่าภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อเนื้อหุ้มเซลล์ถูกทำลายจากการติดเชื้อ มีข้อดี คือ ราคาประหยัด รู้ผลไว และสามารถบอกปริมาณความรุนแรงของเชื้อเป็นตัวเลขได้ (Titer) แต่ข้อเสียคือไม่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อซิฟิลิส สามารถขึ้นจากภาวะตั้งครรภ์ การติดเชื้ออื่นๆ ผู้สูงอายุ และโรคทางภูมิคุ้มกัน
2. การตรวจภูมิคุ้มกันของเชื้อซิฟิลิส (Treponemal test) จะมีการตรวจที่ชื่อว่า Treponemal Antibody จากเลือด โดยหากผู้ป่วยมีการติดเชื้อแม้แต่ครั้งเดียว ผล Treponemal Antibody จะเป็นบวกตลอดไป แม้รักษาหายดีแล้ว ทำให้ Treponemal antibody มีประโยชน์ในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อนเท่านั้น
3. การตรวจซิฟิลิสด้วยวิธี PCR เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นการตรวจหาดีเอ็นเอ (DNA) ของเชื้อซิฟิลิสโดยตรง มีจุดเด่นที่มีความแม่นยำสูงมาก สามารถตรวจเจอได้ตั้งแต่การติดเชื้อระยะแรก ไม่ต้องกังวลกับผลบวกลวงจากโรคอื่น ทำให้คนไข้ไม่ต้องรักษาเกินความจำเป็น สามารถตรวจตรวจได้จากปัสสาวะ สารคัดหลั่งในช่องคลอด หรือจากแผลซิฟิลิส
4. การตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อหาเชื้อซิฟิลิส จะตรวจในกรณีที่ผู้ติดเชื้อมีอาการทางระบบประสาทจากซิฟิลิสขึ้นสมองและระบบประสาท (Neurosyphilis)
การตรวจคัดกรองซิฟิลิสในคนที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะใช้วิธีตรวจหลักอยู่ 2 วิธี คือ
1. การตรวจ Treponemal antibody
2. การตรวจซิฟิลิสด้วยวิธี PCR
การตรวจคัดกรองในผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคซิฟิลิสมาก่อน มีความแตกต่างจากการคัดกรองในผู้ที่ไม่เคยคิดเชื้อมาก่อน จะไม่ตรวจภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อซิฟิลิส (Treponemal Antibody) เพราะจะเป็นบวกเสมอ แม้จะทำการรักษาจนหายดีแล้ว จึงต้องคัดกรองโดยวิธีอื่น
2. การตรวจซิฟิลิสด้วยวิธี PCR
การตรวจคัดกรองในผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคซิฟิลิสมาก่อน มีความแตกต่างจากการคัดกรองในผู้ที่ไม่เคยคิดเชื้อมาก่อน จะไม่ตรวจภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อซิฟิลิส (Treponemal Antibody) เพราะจะเป็นบวกเสมอ แม้จะทำการรักษาจนหายดีแล้ว จึงต้องคัดกรองโดยวิธีอื่น
2. การตรวจซิฟิลิสด้วยวิธี PCR