เลือกอ่านตามหัวข้อ

โรคหนองในแท้ และหนองในเทียมแตกต่างกันอย่างไร?

ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาหนองใน? มีโอกาสเป็นหนองในซ้ำ?

อาการของโรคจะหายไปเมื่อใด หลังรักษาแล้วจำเป็นต้องตรวจการติดเชื้อหนองในซ้ำไหม?

การป้องกันโรคหนองใน? มีวัคซีนสำหรับหนองในไหม?

Doxy-PEP คืออะไร?

FAQ: รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับโรคหนองในแท้-เทียม ที่คุณควรรู้

แพ็คเกจตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของ Meira Clinic

หนองในแท้ และหนองในเทียมคืออะไร?

แตกต่างกันอย่างไร?

การวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่แม่นยำ คือหัวใจสำคัญของการรักษาที่มีประสิทธิภาพ บทความนี้จะเจาะลึกถึงความแตกต่างระหว่างภาวะหนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis) ทั้งในด้านเชื้อก่อโรค อาการแสดง และแนวทางการรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อเป็นแนวทางในการสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกวิธี

หนองในแท้คืออะไร?

หนองในแท้ คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถเติบโตและแพร่กระจายได้ง่ายในบริเวณที่อุ่นและอับชื้น เช่น ท่อปัสสาวะ, ช่องคลอด, ปากมดลูก, ทวารหนัก, ลำคอ และแม้กระทั่งดวงตา


โรคนี้สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย ทั้งการร่วมเพศทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือการทำ Oral Sex (ออรัลเซ็กส์) โดยเชื้อชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่อง "ความรุนแรง" และมีแนวโน้มในการ "ดื้อยา" สูงกว่าเชื้อชนิดอื่น

อาการของโรคหนองในแท้?

หนองในแท้มีระยะฟักตัวค่อนข้างเร็ว (ประมาณ 2-7 วันหลังได้รับเชื้อ) โดยอาการในผู้ชายมักจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนมากกว่าผู้หญิงดังนี้

อาการของโรคหนองในแท้ในผู้ชาย

ในผู้ชาย หนองในแท้มักแสดงอาการ "ชัดเจนและรวดเร็ว" โดยส่วนใหญ่ (>90%) จะมีอาการแสดงออกมาภายใน 2-7 วัน

อาการที่มักมาพบแพทย์ ได้แก่



  • หนองไหลข้นจากปลายอวัยวะเพศ (พบบ่อยที่สุด 90-95%) มักเป็นสีเหลืองข้นหรือสีเขียว บางครั้งไหลเปื้อนกางเกงในชัดเจน
  • ปัสสาวะแสบขัดรุนแรงหมือนมีของมีคมบาดหรือโดนน้ำร้อนลวกขณะปัสสาวะ
  • รูเปิดท่อปัสสาวะแดงและบวม
  • ปวดหรือบวมที่อัณฑะ มักเกิดเพียงข้างเดียว เป็นสัญญาณว่าเชื้อเริ่มลุกลาม

อาการของโรคหนองในแท้ในผู้หญิง

ความน่ากลัวของหนองในแท้ในผู้หญิงคือ "อาการมักไม่ชัดเจน" และมีคนไข้ถึง 50% ที่ไม่มีอาการเลย หรืออาการคล้ายการติดเชื้อทั่วไป

อาการที่มักมาพบแพทย์ ได้แก่



  • ตกขาวผิดปกติ (พบบ่อยที่สุดในกลุ่มที่มีอาการ 50-60%) ตกขาวจะมีลักษณะข้น สีเหลือง หรือปนเลือด
  • ปัสสาวะแสบขัด มักสับสนกับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ทำให้มักถูกวินิจฉัยผิด
  • เลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดท้องน้อย หรือปวดขณะร่วมเพศ เป็นสัญญาณของภาวะมดลูกหรือปีกมดลูกอักเสบ

ตารางเปรียบอาการของโรคหนองในแท้ในเพศชาย-หญิง

อาการของหนองในแท้ในเพศชาย

อาการของหนองในแท้ในเพศหญิง

  • มีหนองไหลจากปลายอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะแสบขัดรุนแรง
  • ปลายท่อปัสสาวะอาจมีอาการบวมแดง หรือปวดหน่วงบริเวณอัณฑะ
  • ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ
  • ตกขาวผิดปกติ
  • เลือดออกกะปริดกะปรอย
  • ปวดท้องน้อย ในรายที่รุนแรงอาจมีภาวะปีกมดลูกอักเสบ หรือหนอง ที่รังไข่ได้

โรคหนองในแท้ติดต่อกันโดยวิธีการใด?

สาเหตุหลักของโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเชื้อชนิดนี้จะอาศัยและเติบโตได้ดีใน เยื่อบุผิว (Mucous Membranes) ของร่างกาย โดยวิธีการติดต่อที่พบบ่อยคือ



  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด (Vaginal Sex) เป็นช่องทางการติดต่อที่พบบ่อยที่สุด เชื้อสามารถส่งผ่านได้จากสารคัดหลั่ง น้ำอสุจิ หรือน้ำหล่อลื่น แม้จะไม่มีการหลั่งภายในร่างกาย (Unprotected Sex) ก็มีโอกาสติดเชื้อได้สูง
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (Anal Sex) เชื้อหนองในแท้สามารถอาศัยและทำให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเยื่อบุทวารหนักได้ การติดต่อทางช่องทางนี้มักทำให้เกิดอาการปวดหน่วง หรือมีมูกหนองปนมากับอุจจาระ
  • การทำออรัลเซ็กส์ (Oral Sex) หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการใช้ปากไม่ทำให้ติดเชื้อ แต่ความจริงแล้ว เชื้อหนองในแท้สามารถติดต่อสู่ลำคอได้ (Pharyngeal Gonorrhea) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บคอเรื้อรัง หรือในบางรายอาจไม่มีอาการเลยแต่สามารถแพร่เชื้อสู่คู่นอนผ่านการร่วมเพศในครั้งต่อไป
  • การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก (Mother-to-child Transmission) มารดาที่ติดเชื้อหนองในแท้ขณะตั้งครรภ์ สามารถแพร่เชื้อสู่ทารกได้ในขณะคลอด ซึ่งเชื้ออาจเข้าสู่ดวงตาของเด็กจนทำให้เกิดภาวะตาอักเสบรุนแรง (Ophthalmia Neonatorum)

วิธีการตรวจหนองในแท้?

การตรวจวินิจฉัยโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก เพื่อรับมือกับปัญหาเชื้อดื้อยาที่พบได้บ่อยขึ้น ที่ Meira Clinic คุณหมอจะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมที่สุดกับอาการของคนไข้แต่ละราย โดยมี 3 วิธีหลักดังนี้



  1. การวินิจฉัยจากอาการแสดง ในผู้ชายอาจพบหนองไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ หรือในผู้หญิงอาจพบตกขาวผิดปกติ เป็นวิธีที่สะดวกในคนไข้ที่มีอาการชัดเจน เพราะสามารถให้การรักษาได้เลย
  2. การย้อมเชื้อจากสารคัดหลั่ง (Gram Stain) เป็นวิธีการวินิจฉัยดังเดิมสำหรับหนองในแท้ โดยจะการเก็บตัวอย่างหนองหรือสารคัดหลั่งจากปลายท่อปัสสาวะในผู้ชาย หรือปากมดลูกในผู้หญิง มาส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์จะพบลักษณะเฉพาะคือ Gram negative diplococci แต่มีข้อเสียคือในรายที่มีเชื้อน้อย อาจไม่พบเชื้อหนองในแท้ ทำให้คนไข้ไม่ได้รับการรักษา
  3. การตรวจกหนองในแท้ด้วยวิธี PCR เป็นการตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุลโดยใช้ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งในช่องคลอด สามารถมาตรวจพบหนองในแท้ได้แม้มีปริมาณเชื้อไม่มากเป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงที่สุด (Gold Standard)

หนองในแท้มีวิธีการรักษาอย่างไร?

การรักษาโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) ในปัจจุบัน ไม่แนะนำให้ซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae มีการพัฒนาสายพันธุ์จนเกิดภาวะดื้อยาได้ง่าย ที่ Meira Clinic เรายึดถือแนวทางการรักษาตามมาตรฐานสากลล่าสุด เพื่อให้คนไข้หายขาดและลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อ



  1. สูตรมาตรฐาน: Ceftriaxone 1,000 mg เข้ากล้ามเนื้อ เป็น Gold Standard ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำลายเชื้อหนองใน
  2. สูตรทางเลือกสำหรับผู้แพ้ยา Penicillin: Gentamicin 240 mg เข้ากล้ามเนื้อ และการให้ยากลุ่ม Azithromycin พบว่าได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับสูตรมาตรฐาน


แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตามคู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยในระยะก่อนหน้า 60 วัน หรือคนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยล่าสุดมาตรวจคัดกรองแม้ไม่มีอาการเพื่อป้องกันการแพร่กระขายของเชื้อ และการดื้อยาของเชื้อหนองในแท้

โรคหนองในแท้มีโอกาสเป็นซ้ำได้หรือไม่?

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการเป็นโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) แล้วรักษาจนหาย จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันและไม่กลับมาเป็นอีก แต่ในความเป็นจริง "โรคหนองในแท้สามารถเป็นซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง" หากยังมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือได้รับเชื้อใหม่เข้าสู่ร่างกาย บ่อยครั้งที่คนไข้มักกลับมาพบแพทย์ด้วยอาการเดิม ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อซ้ำจากคู่นอน (Ping-pong Infection) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดกว่า 80% เกิดจากการที่คนไข้รักษาหายดีแล้ว แต่คู่นอนยังไม่ได้รับการรักษา



หนองในเทียมคืออะไร?

หนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis - NGU) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เชื้อหนองในแท้ ได้แก่

  • Chlamydia trachomatis (พบบ่อยที่สุด)
  • Mycoplasma genitalium (ดื้อยามากที่สุด)
  • Mycoplasma hominis
  • Ureaplasma urealyticum
  • Ureaplasma parvum
  • Trichomonas vaginalis

โรคนี้ติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ (ช่องคลอด, ทวารหนัก, หรือใช้ปาก) โดยเชื้อจะอาศัยอยู่ในเซลล์เยื่อบุผิวของอวัยวะเพศและทางเดินปัสสาวะ

อาการของหนองในเทียม?

อาการของ หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis - NGU) มักจะมีความรุนแรงน้อยกว่าหนองในแท้ แต่มีความน่ากลัวตรงที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ไม่แสดง อาการใดๆ (โดยเฉพาะในผู้หญิง) ทำให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว หากมีอาการ มักจะปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 1-3 สัปดาห์

อาการของโรคหนองในแท้ในผู้ชาย

  • มีมูกใสหรือมูกขุ่น มีของเหลวไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ (มักไม่ใช่หนองข้นเหลืองเท่าหนองในแท้) โดยเฉพาะในช่วงเช้า
  • แสบขณะปัสสาวะ รู้สึกขัดหรือระคายเคืองในท่อปัสสาวะ
  • คันปลายท่อปัสสาวะ มีอาการคันหรือยุบยิบที่ปลายท่อปัสสาวะ
  • อัณฑะบวม ในบางรายอาจมีอาการปวดหรือบวมที่อัณฑะ (หากเชื้อลามไปที่ท่อนำอสุจิ)

อาการของโรคหนองในแท้ในผู้หญิง

  • ตกขาวผิดปกติ อาจมีปริมาณมากขึ้น หรือมีลักษณะเปลี่ยนไป
  • ปัสสาวะแสบขัด รู้สึกเจ็บหรือแสบเวลาปัสสาวะ
  • เลือดออกผิดปกติ มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกกะปริดกะปรอยไม่ตรงรอบเดือน
  • ปวดท้องน้อย มักเกิดขึ้นหากเชื้อเริ่มลามเข้าสู่มดลูกหรือปีกมดลูก

โรคหนองในเทียมติดต่อกันโดยวิธีการใด?

  • ตกขาวผิดปกติ อาจมีปริมาณมากขึ้น หรือมีลักษณะเปลี่ยนไป
  • ปัสสาวะแสบขัด รู้สึกเจ็บหรือแสบเวลาปัสสาวะ
  • เลือดออกผิดปกติ มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกกะปริดกะปรอยไม่ตรงรอบเดือน
  • ปวดท้องน้อย มักเกิดขึ้นหากเชื้อเริ่มลามเข้าสู่มดลูกหรือปีกมดลูก

วิธีการตรวจหนองในเทียม?

การ PCR จากสารปัสสาวะ และช่องคลอด เป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงที่สุด (Gold Standard) อีกทั้งยังสามารถแยกชนิดของเชื้อหนองในเทียมแต่ละชนิดได้ ทำให้การรักษาถูกต้องตรงจุด อีกทั้งยังมีประโยชน์ในแง่ของการติดตามหลังรักษาแล้วด้วย

หนองในเทียมมีวิธีการรักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคหนองในเทียมในปัจจุบัน คือ การใช้ยาปฏิชีวนะให้ตรงกับชนิดหนองในเทียม โดยยารักษาโรคหนองในเทียมที่เป็นมาตรฐาน คือ ยา Doxycycline สามารถทานได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนยา Azithromycin ในปัจจุบันพบว่าหนองในเทียมมีการดื้อยาชนิดนี้มากขึ้น ทำให้ยา Doxycycline เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Azithromycin ในการใช้รักษาหนองในเทียม

ชนิดของเชื้อ

ยาสูตรมาตรฐาน

ยาทางเลือก

  • Chlamydia trachomatis
  • Mycoplasma hominis
  • Ureaplasma urealyticum
  • Ureaplasma parvum

Doxycycline 100 mg ทานวันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน

Azithromycin ขนาด 1 gram ทานเพียงครั้งเดียว

  • Mycoplasma genitalium

Doxycycline 100 mg ทานวันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน จากนั้นทานยา Moxifloxacin 400 mg นาน 7 วัน

ไม่มี

  • Trichomonas vaginalis

Metronidazole 400 mg ทานวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน

ไม่มี

หนองในแท้ และหนองในเทียมแตกต่างกันอย่างไร?

หัวข้อเปรียบเทียบ

หนองในแท้ (Gomorrrhea)

หนองในเทียม (NGU)

เชื้อก่อโรค

Neisseria gonorrhoeae

เชื้ออื่นๆ เช่น Chlamydia, Mycoplasma, Ureaplasma

ระยะฟักตัว

เร็ว: 2 - 5 วัน หลังรับเชื้อ

ช้า: 1 - 3 สัปดาห์ (หรือนานกว่านั้น)

ลักษณะหนอง

หนองข้น สีเหลืองหรือเขียว ปริมาณมาก

มูกใส หรือขาวขุ่น (เหมือนน้ำซาวข้าว) ไหลซึมเล็กน้อย

อาการขณะปัสสาวะ

แสบขัดรุนแรง เหมือนโดนมีดบาด

ระคายเคือง หรือแสบขัดเล็กน้อย

อาการในผู้หญิง

ตกขาวข้นสีเหลือง มีกลิ่นแรง

70-80% ไม่มีอาการ หรือมีตกขาวผิดปกติเพียงเล็กน้อย

ภาวะแทรกซ้อน

ข้ออักเสบ, ตาอักเสบ, หูอักเสบ

อุ้งเชิงกรานอักเสบ, ท่อเก็บอสุจิอักเสบ, มีบุตรยาก

การรักษาหลัก

ยาฆ่าเชื้อแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ยารับประทานแตกต่างกันไปในแต่ละเชื้อหนองใน

"แม้ลักษณะหนองจะต่างกัน แต่ในความเป็นจริงเราสามารถติดเชื้อทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันได้ (Co-infection) การตรวจ PCR จึงเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด"

ระยะเวลาที่ใช้รักษาหนองใน? มีโอกาสเป็นหนองในซ้ำ?

แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งปัจจุบันมี 2 รูปแบบหลัก ตามชนิดของเชื้อ

  • แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เพื่อรักษาหนองในแท้ เป็นการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว อาการจะเริ่มดีขึ้นใน 24-48 ชั่วโมง
  • แบบรับประทาน ใช้รักษาหนองในแท้ และหนองในเทียม โดยต้องกินติดต่อกัน 7-14 วัน (บางสูตรอาจเป็นยาเม็ดขนาดสูงทานครั้งเดียว)



การเคยติดโรคหนองในไม่ได้ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรค คุณสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ทันทีหากได้รับเชื้อใหม่ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้กลับมาเป็นซ้ำ คือ

  • Ping-pong Infection เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือผู้ป่วยรักษาหายแล้ว แต่ "คู่เพศสัมพันธ์" ไม่ได้รักษา เมื่อมีเพศสัมพันธ์กันอีกครั้ง ก็จะเกิดการติดต่อซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถรักษาคู่ได้
  • การดื้อยา (Drug Resistance) หากได้รับยาผิดชนิด หรือกินยาไม่ครบโดส เชื้อจะไม่ตายสนิทแต่จะพัฒนาตัวเองจนยาเดิมใช้ไม่ได้ผล ทำให้ดูเหมือนรักษาไม่หายหรือกลับมาเป็นซ้ำอย่างรวดเร็ว
  • การมีเพศสัมพันธ์ก่อนยาออกฤทธิ์ครบ การมีเพศสัมพันธ์ภายในช่วง 7 วันแรกของการรักษา (แม้จะใส่ถุงยาง) เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อหรือทำให้แผลในท่อปัสสาวะอักเสบซ้ำ

อาการของโรคจะหายไปเมื่อใด? หลังรักษาจำเป็นต้องตรวจการติดเชื้อซ้ำไหม?

อาการจะหายไปก็ต่อเมื่อได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรคเท่านั้น ไม่สามารถหายเองได้ และหากปล่อยไว้จนอาการดูเหมือนจะลดลงเอง นั่นอาจหมายถึงการติดเชื้อแบบเรื้อรัง โดยหากได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องอาการของโรคจะหายดีจนกลับเป็นปกติได้ใน 1 - 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากไม่ดีขึ้นอาจต้องรีบกลับมาพบแพทย์เพราะอาจเป็นเชื้อดื้อยา



แต่หากตอบสนองต่อยาดี ไม่มีอาการผิดปกติก็ยังต้องกลับมาตรวจซ้ำในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพราะบางคนอาจยังไม่หายจากการติดเชื้อ เพียงแต่อาการทุเลาลงชั่วคราว และยังสามารถติดต่อได้อยู่

การป้องกันโรคหนองใน? มีวัคซีนสำหรับหนองในไหม?

การป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อมีอาการ แต่คือการวางแผนป้องกันเชิงรุกเพื่อลดโอกาสการสัมผัสเชื้อตั้งแต่ต้น

1. การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี (Safe Sex)

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือการทำออรัลเซ็กซ์ เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อผ่านเยื่อบุอ่อนได้ทุกส่วน
  • เลือกขนาดที่พอดี เพื่อป้องกันการฉีกขาดหรือหลุดระหว่างใช้งาน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโดยตรง


2. การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ (Regular Screening)

  • ตรวจแม้ไม่มีอาการ เนื่องจากหนองในเทียมส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ การตรวจประจำปีหรือเมื่อเปลี่ยนคู่นอนจึงสำคัญมาก
  • ตรวจให้ครอบคลุม (Full STDs Panel) เชื้อหนองในมักมาพร้อมกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การตรวจหาเชื้อให้ครบทุกชนิดพร้อมกันจะช่วยให้การป้องกันและรักษาครอบคลุมยิ่งขึ้น


3. การสื่อสารและการรักษาคู่นอน (Partner Management)

  • หากตรวจพบเชื้อ ต้องพาคู่นอนทุกคนในช่วง 60 วันที่ผ่านมามาตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำไปมา (Ping-pong infection)
  • งดเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษา ควรเว้นระยะอย่างน้อย 7 วันหลังจากรักษาครบโดส หรือจนกว่าแพทย์จะยืนยันว่าปลอดเชื้อ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อต่อ


4. ลดปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรม

  • การมีคู่นอนคนเดียว ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด
  • หลีกเลี่ยงสารเสพติดและแอลกอฮอล์ สารเหล่านี้อาจทำให้ขาดสติและละเลยการป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะสำหรับโรคหนองในแท้ และหนองในเทียม

แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มประเทศในสหราชอาณาจักร (United Kingdom) ได้มีแนวคิดที่นำฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น (Neisseria Meningitidis) มาใช้การป้องกันเชื่อหนองใน (Neisseria Gonorrheae) เพราะมีลักษณะ DNA คล้ายกันกว่า 90% แต่อย่างไรก็ตามพบว่าประสิทธิภาพโดยรวมยังต่ำ เพราะช่วยป้องกันการติดเชื้อหนองในแท้ได้เพียง 30 - 40% และใช้ได้ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเท่านั้น


แต่ด้วยสถานการการระบาดของเชื้อหนองในแท้ในกลุ่มประเทศในสหราชอาณาจักร (United Kingdom) จึงมีคำแนะนำสำหรับกลุ่ม gay bisexual และกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (GBMSM) ที่เคยมีประวัติติดเชื้อหนองในแท้ หรือมีคู่นอนหลายคนใน 3 เดือน ให้ฉีดวัคซีน meningococcal group B vaccine เพื่อป้องกันโรคหนองในแท้


Doxy PEP คืออะไร?

Doxy-PEP คือ การรับประทานยา Doxycycline ขนาด 200 mg ภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง

แต่สามารถใช้ได้เฉพาะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และกลุ่ม Transwomen เท่านั้น


จากงานวิจัยของ Doxy-PEP Study ที่ตีพิมพ์ในปี 2023 พบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกัน

  • เชื้อซิฟิลิส (Syphilis) ได้ถึง 87%
  • เชื้อหนองในเทียม (Chlamydia) ได้ถึง 88%
  • เชื้อหนองในแท้ (Gonorrhea) ได้ประมาณ 55%


แต่ Doxy-PEP ไม่ใช้การรักษา และไม่สามารถป้องกันเชื้อ HIV ได้

FAQ: รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับโรคหนองในแท้-เทียม ที่คุณควรรู้

ใส่ถุงยางอนามัยแล้ว จะยังติดโรคหนองในได้อยู่ไหม?

คำตอบ: การใส่ถุงยางอนามัย "ลดความเสี่ยงได้มากแต่ไม่ใช่ 100%" เนื่องจากเชื้อหนองในสามารถส่งผ่านได้ทางการสัมผัส สารคัดหลั่ง หากถุงยางมีการฉีกขาด รั่ว หรือมีการสัมผัสเชื้อก่อนสวมใส่ถุงยาง ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม การสวมถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ยังคงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด


ถ้าไม่มีอาการ แสดงว่าไม่ได้เป็นโรคหนองในใช่ไหม?

คำตอบ: ไม่เสมอไป โดยเฉพาะในผู้หญิงและในกรณีของหนองในเทียม ผู้ป่วยมากกว่า 50-70% มักไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ และเชื้อจะค่อยๆ ทำลายระบบสืบพันธุ์ภายในจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ดังนั้นหากมีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองแม้จะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม


ออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex) ทำให้ติดโรคหนองในได้จริงหรือ?

คำตอบ: สามารถติดต่อได้ เพราะเชื้อหนองในสามารถเติบโตได้ดีในเยื่อบุอ่อน เช่น ลำคอ หากคู่นอนมีเชื้อในอวัยวะเพศหรือในลำคอ การทำออรัลเซ็กซ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย สามารถทำให้เกิด "หนองในในลำคอ" (Pharyngeal Gonorrhea) ซึ่งมักจะไม่มีอาการ แต่อาจมีอาการเจ็บคอเรื้อรังได้ หรือบางครั้งการที่น้ำอสุจิ หรือน้ำหล่อลื่นที่มีเชื้อหนองในกระเด็นเข้าตา หรือการใช้มือที่เปื้อนสารคัดหลั่งไปขยี้ตา สามารถทำให้เกิดโรค "หนองในตา" (Gonococcal Conjunctivitis) ได้ ซึ่งมีความรุนแรงและอันตรายกว่าอาการตาแดงปกติ


การรักษาคู่นอน? คู่นอนคนไหนต้องมาตรวจบ้าง?

คำตอบ: ควรแจ้งและพา "คู่นอนทุกคนในช่วง 60 วันที่ผ่านมา" หรือ"คู่นอนคนล่าสุด" มารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน แม้เขาเหล่านั้นจะไม่มีอาการก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อวนลูป (Ping-pong infection) และช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อในสังคม


หนองในสัมพันธ์กับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นอย่างไร?

คำตอบ: ผู้ที่ติดเชื้อหนองในมีโอกาสสูงที่จะมีการติดเชื้อร่วม (Co-infection) กับโรคอื่นๆ เช่น ซิฟิลิส (Syphilis) หรือ เอชไอวี (HIV) เนื่องจากพฤติกรรมความเสี่ยงเดียวกัน และการอักเสบจากหนองในจะทำให้เยื่อบุอ่อนอ่อนแอลง ทำให้เชื้อไวรัสอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบรวม (STDs Panel) ไปพร้อมกัน


การใช้ห้องน้ำ หรือสิ่งของร่วมกันสามารถทำให้ติดเชื้อหนองในได้ไหม?

คำตอบ: "โอกาสน้อยมากจนแทบเป็นไปไม่ได้" เชื้อหนองในมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมภายนอกและตายง่ายเมื่ออยู่นอกร่างกายมนุษย์ การติดเชื้อส่วนใหญ่จึงเกิดจากการสัมผัสเยื่อบุ (เพศสัมพันธ์) โดยตรง มากกว่าการใช้ฝารองนั่งชักโครกหรือการว่ายน้ำในสระร่วมกัน

ตรวจ STDs อย่างละเอียด

โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นพ.ภูรินท์ โทประเสริฐ (หมอโด่ง)

เลขที่ใบอนุญาต 56017

สูตินรีแพทย์ และนักเพศวิทยาคลินิก

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy