โรคหนองในแท้ และหนองในเทียมแตกต่างกันอย่างไร?
ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาหนองใน? มีโอกาสเป็นหนองในซ้ำ?
อาการของโรคจะหายไปเมื่อใด หลังรักษาแล้วจำเป็นต้องตรวจการติดเชื้อหนองในซ้ำไหม?
การป้องกันโรคหนองใน? มีวัคซีนสำหรับหนองในไหม?
FAQ: รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับโรคหนองในแท้-เทียม ที่คุณควรรู้
การวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่แม่นยำ คือหัวใจสำคัญของการรักษาที่มีประสิทธิภาพ บทความนี้จะเจาะลึกถึงความแตกต่างระหว่างภาวะหนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis) ทั้งในด้านเชื้อก่อโรค อาการแสดง และแนวทางการรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อเป็นแนวทางในการสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกวิธี
หนองในแท้ คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถเติบโตและแพร่กระจายได้ง่ายในบริเวณที่อุ่นและอับชื้น เช่น ท่อปัสสาวะ, ช่องคลอด, ปากมดลูก, ทวารหนัก, ลำคอ และแม้กระทั่งดวงตา
โรคนี้สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย ทั้งการร่วมเพศทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือการทำ Oral Sex (ออรัลเซ็กส์) โดยเชื้อชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่อง "ความรุนแรง" และมีแนวโน้มในการ "ดื้อยา" สูงกว่าเชื้อชนิดอื่น
หนองในแท้มีระยะฟักตัวค่อนข้างเร็ว (ประมาณ 2-7 วันหลังได้รับเชื้อ) โดยอาการในผู้ชายมักจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนมากกว่าผู้หญิงดังนี้
ในผู้ชาย หนองในแท้มักแสดงอาการ "ชัดเจนและรวดเร็ว" โดยส่วนใหญ่ (>90%) จะมีอาการแสดงออกมาภายใน 2-7 วัน
อาการที่มักมาพบแพทย์ ได้แก่
ความน่ากลัวของหนองในแท้ในผู้หญิงคือ "อาการมักไม่ชัดเจน" และมีคนไข้ถึง 50% ที่ไม่มีอาการเลย หรืออาการคล้ายการติดเชื้อทั่วไป
อาการที่มักมาพบแพทย์ ได้แก่
อาการของหนองในแท้ในเพศชาย
อาการของหนองในแท้ในเพศหญิง
สาเหตุหลักของโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเชื้อชนิดนี้จะอาศัยและเติบโตได้ดีใน เยื่อบุผิว (Mucous Membranes) ของร่างกาย โดยวิธีการติดต่อที่พบบ่อยคือ
การตรวจวินิจฉัยโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก เพื่อรับมือกับปัญหาเชื้อดื้อยาที่พบได้บ่อยขึ้น ที่ Meira Clinic คุณหมอจะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมที่สุดกับอาการของคนไข้แต่ละราย โดยมี 3 วิธีหลักดังนี้
การรักษาโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) ในปัจจุบัน ไม่แนะนำให้ซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae มีการพัฒนาสายพันธุ์จนเกิดภาวะดื้อยาได้ง่าย ที่ Meira Clinic เรายึดถือแนวทางการรักษาตามมาตรฐานสากลล่าสุด เพื่อให้คนไข้หายขาดและลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตามคู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยในระยะก่อนหน้า 60 วัน หรือคนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยล่าสุดมาตรวจคัดกรองแม้ไม่มีอาการเพื่อป้องกันการแพร่กระขายของเชื้อ และการดื้อยาของเชื้อหนองในแท้
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการเป็นโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) แล้วรักษาจนหาย จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันและไม่กลับมาเป็นอีก แต่ในความเป็นจริง "โรคหนองในแท้สามารถเป็นซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง" หากยังมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือได้รับเชื้อใหม่เข้าสู่ร่างกาย บ่อยครั้งที่คนไข้มักกลับมาพบแพทย์ด้วยอาการเดิม ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อซ้ำจากคู่นอน (Ping-pong Infection) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดกว่า 80% เกิดจากการที่คนไข้รักษาหายดีแล้ว แต่คู่นอนยังไม่ได้รับการรักษา
หนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis - NGU) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เชื้อหนองในแท้ ได้แก่
โรคนี้ติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ (ช่องคลอด, ทวารหนัก, หรือใช้ปาก) โดยเชื้อจะอาศัยอยู่ในเซลล์เยื่อบุผิวของอวัยวะเพศและทางเดินปัสสาวะ
อาการของ หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis - NGU) มักจะมีความรุนแรงน้อยกว่าหนองในแท้ แต่มีความน่ากลัวตรงที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ไม่แสดง อาการใดๆ (โดยเฉพาะในผู้หญิง) ทำให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว หากมีอาการ มักจะปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 1-3 สัปดาห์
การ PCR จากสารปัสสาวะ และช่องคลอด เป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงที่สุด (Gold Standard) อีกทั้งยังสามารถแยกชนิดของเชื้อหนองในเทียมแต่ละชนิดได้ ทำให้การรักษาถูกต้องตรงจุด อีกทั้งยังมีประโยชน์ในแง่ของการติดตามหลังรักษาแล้วด้วย
แนวทางการรักษาโรคหนองในเทียมในปัจจุบัน คือ การใช้ยาปฏิชีวนะให้ตรงกับชนิดหนองในเทียม โดยยารักษาโรคหนองในเทียมที่เป็นมาตรฐาน คือ ยา Doxycycline สามารถทานได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนยา Azithromycin ในปัจจุบันพบว่าหนองในเทียมมีการดื้อยาชนิดนี้มากขึ้น ทำให้ยา Doxycycline เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Azithromycin ในการใช้รักษาหนองในเทียม
ชนิดของเชื้อ
ยาสูตรมาตรฐาน
ยาทางเลือก
Doxycycline 100 mg ทานวันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน
Azithromycin ขนาด 1 gram ทานเพียงครั้งเดียว
Doxycycline 100 mg ทานวันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน จากนั้นทานยา Moxifloxacin 400 mg นาน 7 วัน
ไม่มี
Metronidazole 400 mg ทานวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน
ไม่มี
หนองในแท้ (Gomorrrhea)
หนองในเทียม (NGU)
Neisseria gonorrhoeae
เชื้ออื่นๆ เช่น Chlamydia, Mycoplasma, Ureaplasma
ระยะฟักตัว
เร็ว: 2 - 5 วัน หลังรับเชื้อ
ช้า: 1 - 3 สัปดาห์ (หรือนานกว่านั้น)
ลักษณะหนอง
หนองข้น สีเหลืองหรือเขียว ปริมาณมาก
มูกใส หรือขาวขุ่น (เหมือนน้ำซาวข้าว) ไหลซึมเล็กน้อย
อาการขณะปัสสาวะ
แสบขัดรุนแรง เหมือนโดนมีดบาด
ระคายเคือง หรือแสบขัดเล็กน้อย
อาการในผู้หญิง
ตกขาวข้นสีเหลือง มีกลิ่นแรง
70-80% ไม่มีอาการ หรือมีตกขาวผิดปกติเพียงเล็กน้อย
ภาวะแทรกซ้อน
ข้ออักเสบ, ตาอักเสบ, หูอักเสบ
อุ้งเชิงกรานอักเสบ, ท่อเก็บอสุจิอักเสบ, มีบุตรยาก
การรักษาหลัก
ยาฆ่าเชื้อแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
ยารับประทานแตกต่างกันไปในแต่ละเชื้อหนองใน
"แม้ลักษณะหนองจะต่างกัน แต่ในความเป็นจริงเราสามารถติดเชื้อทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันได้ (Co-infection) การตรวจ PCR จึงเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด"
แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งปัจจุบันมี 2 รูปแบบหลัก ตามชนิดของเชื้อ
การเคยติดโรคหนองในไม่ได้ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรค คุณสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ทันทีหากได้รับเชื้อใหม่ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้กลับมาเป็นซ้ำ คือ
อาการจะหายไปก็ต่อเมื่อได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรคเท่านั้น ไม่สามารถหายเองได้ และหากปล่อยไว้จนอาการดูเหมือนจะลดลงเอง นั่นอาจหมายถึงการติดเชื้อแบบเรื้อรัง โดยหากได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องอาการของโรคจะหายดีจนกลับเป็นปกติได้ใน 1 - 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากไม่ดีขึ้นอาจต้องรีบกลับมาพบแพทย์เพราะอาจเป็นเชื้อดื้อยา
แต่หากตอบสนองต่อยาดี ไม่มีอาการผิดปกติก็ยังต้องกลับมาตรวจซ้ำในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพราะบางคนอาจยังไม่หายจากการติดเชื้อ เพียงแต่อาการทุเลาลงชั่วคราว และยังสามารถติดต่อได้อยู่
การป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อมีอาการ แต่คือการวางแผนป้องกันเชิงรุกเพื่อลดโอกาสการสัมผัสเชื้อตั้งแต่ต้น
1. การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี (Safe Sex)
2. การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ (Regular Screening)
3. การสื่อสารและการรักษาคู่นอน (Partner Management)
4. ลดปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรม
ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะสำหรับโรคหนองในแท้ และหนองในเทียม
แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มประเทศในสหราชอาณาจักร (United Kingdom) ได้มีแนวคิดที่นำฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น (Neisseria Meningitidis) มาใช้การป้องกันเชื่อหนองใน (Neisseria Gonorrheae) เพราะมีลักษณะ DNA คล้ายกันกว่า 90% แต่อย่างไรก็ตามพบว่าประสิทธิภาพโดยรวมยังต่ำ เพราะช่วยป้องกันการติดเชื้อหนองในแท้ได้เพียง 30 - 40% และใช้ได้ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเท่านั้น
แต่ด้วยสถานการการระบาดของเชื้อหนองในแท้ในกลุ่มประเทศในสหราชอาณาจักร (United Kingdom) จึงมีคำแนะนำสำหรับกลุ่ม gay bisexual และกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (GBMSM) ที่เคยมีประวัติติดเชื้อหนองในแท้ หรือมีคู่นอนหลายคนใน 3 เดือน ให้ฉีดวัคซีน meningococcal group B vaccine เพื่อป้องกันโรคหนองในแท้
Doxy-PEP คือ การรับประทานยา Doxycycline ขนาด 200 mg ภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง
แต่สามารถใช้ได้เฉพาะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และกลุ่ม Transwomen เท่านั้น
จากงานวิจัยของ Doxy-PEP Study ที่ตีพิมพ์ในปี 2023 พบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกัน
แต่ Doxy-PEP ไม่ใช้การรักษา และไม่สามารถป้องกันเชื้อ HIV ได้
ใส่ถุงยางอนามัยแล้ว จะยังติดโรคหนองในได้อยู่ไหม?
คำตอบ: การใส่ถุงยางอนามัย "ลดความเสี่ยงได้มากแต่ไม่ใช่ 100%" เนื่องจากเชื้อหนองในสามารถส่งผ่านได้ทางการสัมผัส สารคัดหลั่ง หากถุงยางมีการฉีกขาด รั่ว หรือมีการสัมผัสเชื้อก่อนสวมใส่ถุงยาง ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม การสวมถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ยังคงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
ถ้าไม่มีอาการ แสดงว่าไม่ได้เป็นโรคหนองในใช่ไหม?
คำตอบ: ไม่เสมอไป โดยเฉพาะในผู้หญิงและในกรณีของหนองในเทียม ผู้ป่วยมากกว่า 50-70% มักไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ และเชื้อจะค่อยๆ ทำลายระบบสืบพันธุ์ภายในจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ดังนั้นหากมีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองแม้จะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
ออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex) ทำให้ติดโรคหนองในได้จริงหรือ?
คำตอบ: สามารถติดต่อได้ เพราะเชื้อหนองในสามารถเติบโตได้ดีในเยื่อบุอ่อน เช่น ลำคอ หากคู่นอนมีเชื้อในอวัยวะเพศหรือในลำคอ การทำออรัลเซ็กซ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย สามารถทำให้เกิด "หนองในในลำคอ" (Pharyngeal Gonorrhea) ซึ่งมักจะไม่มีอาการ แต่อาจมีอาการเจ็บคอเรื้อรังได้ หรือบางครั้งการที่น้ำอสุจิ หรือน้ำหล่อลื่นที่มีเชื้อหนองในกระเด็นเข้าตา หรือการใช้มือที่เปื้อนสารคัดหลั่งไปขยี้ตา สามารถทำให้เกิดโรค "หนองในตา" (Gonococcal Conjunctivitis) ได้ ซึ่งมีความรุนแรงและอันตรายกว่าอาการตาแดงปกติ
การรักษาคู่นอน? คู่นอนคนไหนต้องมาตรวจบ้าง?
คำตอบ: ควรแจ้งและพา "คู่นอนทุกคนในช่วง 60 วันที่ผ่านมา" หรือ"คู่นอนคนล่าสุด" มารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน แม้เขาเหล่านั้นจะไม่มีอาการก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อวนลูป (Ping-pong infection) และช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อในสังคม
หนองในสัมพันธ์กับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นอย่างไร?
คำตอบ: ผู้ที่ติดเชื้อหนองในมีโอกาสสูงที่จะมีการติดเชื้อร่วม (Co-infection) กับโรคอื่นๆ เช่น ซิฟิลิส (Syphilis) หรือ เอชไอวี (HIV) เนื่องจากพฤติกรรมความเสี่ยงเดียวกัน และการอักเสบจากหนองในจะทำให้เยื่อบุอ่อนอ่อนแอลง ทำให้เชื้อไวรัสอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบรวม (STDs Panel) ไปพร้อมกัน
การใช้ห้องน้ำ หรือสิ่งของร่วมกันสามารถทำให้ติดเชื้อหนองในได้ไหม?
คำตอบ: "โอกาสน้อยมากจนแทบเป็นไปไม่ได้" เชื้อหนองในมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมภายนอกและตายง่ายเมื่ออยู่นอกร่างกายมนุษย์ การติดเชื้อส่วนใหญ่จึงเกิดจากการสัมผัสเยื่อบุ (เพศสัมพันธ์) โดยตรง มากกว่าการใช้ฝารองนั่งชักโครกหรือการว่ายน้ำในสระร่วมกัน